เกิดอะไรขึ้น? "กินแตงกวา" หนุ่มตับวายเกือบตาย หมอย้ำเคี้ยวเจอ "รสนี้" คายทิ้งทันที!

อุทาหรณ์กินแตงกวาขม! หนุ่มตับวายเฉียบพลัน หมอเตือนพิษแรงกว่าสารหนู 6 เท่า ความร้อนก็ล้างไม่ได้
ในช่วงฤดูร้อน หลายคนมักจะชอบรับประทานสลัดแตงกวา หรือผักที่มีฉ่ำน้ำเพื่อดับกระหายคลายร้อน ทว่าการมองข้ามรสชาติผิดปกติเพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้โดยไม่รู้ตัว
สื่อต่างประเทศในจีนรายงานเหตุการณ์เตือนภัยใกล้ตัว ชายคนหนึ่งในเมืองฟู่โจว มณฑลฟูเจี้ยน เกิดอาการล้มป่วยรุนแรงหลังจากรับประทานแตงกวาปลูกเองเพียงแค่ครึ่งลูก ซึ่งมี รสชาติขมจัด หลังรับประทานไปได้ไม่ถึง 1 ชั่วโมง เขาก็เริ่มมีอาการคลื่นไส้อย่างหนัก อาเจียน ปวดท้อง และคลื่นไส้ท้องเสีย จนต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน
ผลการตรวจเลือดพบว่า ค่าเอนไซม์ตับของพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ แพทย์วินิจฉัยว่าเขาได้รับสารพิษ คิวเคอร์บิตาซิน (Cucurbitacin) จนส่งผลให้เกิด ภาวะตับวายเฉียบพลันขั้นรุนแรง
ทำไมแตงกวาถึงกลายเป็นสารพิษร้ายแรง?
แพทย์อธิบายว่า ตามปกติแล้วแตงกวาเป็นพืชผักที่ปลอดภัย แต่เมื่อพืชในตระกูลแฟงและแตง (Cucurbitaceae) ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่แปรปรวนขั้นรุนแรง เช่น แมลงศัตรูพืชรบกวน สภาพอากาศร้อนจัดต่อเนื่อง ความแห้งแล้ง อุณหภูมิที่ลดต่ำกะทันหัน หรือการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม พืชจะสร้างระบบป้องกันตัวเองขึ้นมาโดยสังเคราะห์สารพิษธรรมชาติที่ชื่อว่า "คิวเคอร์บิตาซิน บี" (Cucurbitacin B) ขึ้นมาในปริมาณมาก
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สารพิษคิวเคอร์บิตาซินมีความเป็นพิษเฉียบพลันสูงมาก จากการเปรียบเทียบในทางคลินิกพบว่า มีอันตรายรุนแรงกว่าสารหนูถึง 6 เท่า เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินอาหารอย่างรุนแรง และเข้าไปทำลายเซลล์ตับโดยตรง ในเคสที่รุนแรงสามารถทำให้เกิดภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบเฉียบพลันจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ สารคิวเคอร์บิตาซินมีโครงสร้างทางเคมีที่เสถียรและทนความร้อนสูงมาก ไม่ว่าจะนำไปผัด ต้ม หรือนึ่งด้วยความร้อนสูง ก็ไม่สามารถทำลายสารพิษชนิดนี้ได้ พูดง่าย ๆ คือ หากผักตระกูลแตงมีรสขมผิดปกติ การนำไปผ่านความร้อนหรือปรุงสุก ก็ไม่ได้ช่วยลดหรือล้างพิษออกไปได้เลย
เคล็ดลับการเลือกซื้อและการทดสอบความปลอดภัย
แพทย์แนะนำให้เลือกซื้อแตงกวาที่มีสีเขียวสด มีกลิ่นหอมธรรมชาติ ไม่มีกลิ่นเปรี้ยวหรือกลิ่นเน่าเสีย และก่อนที่จะนำมารับประทานหรือประกอบอาหาร แนะนำให้ตัดส่วนขั้วแตงกวาออก แล้วใช้ปลายลิ้นแตะชิมเบา ๆ เพื่อทดสอบรสชาติก่อนเสมอ
เนื่องจากสารพิษนี้ไม่สามารถล้างออกหรือปอกเปลือกทิ้งได้ หากพบว่าแตงกวามีรสชาติขมจัด ขอให้ทิ้งแตงกวาลูกนั้นไปทั้งลูกทันที อย่าเสียดาย หรือฝืนกินเด็ดขาด
นอกจากแตงกวาแล้ว พืชตระกูลแตงและบวบอื่น ๆ เช่น บวบ, น้ำเต้า, ซูกินี, ฟักทอง และแตงโม ก็มีความเสี่ยงที่จะสะสมสารพิษคิวเคอร์บิตาซินได้เช่นกันหากเจริญเติบโตในสภาวะที่ไม่เหมาะสม หากรับประทานแล้วรู้สึกว่ามีรสขมจัดชัดเจน และเริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเสีย ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจได้รับสารพิษชนิดนี้ และควรรีบไปพบแพทย์ทันทีโดยนำตัวอย่างอาหารที่เหลือไปด้วย
สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ ทารก และผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ ระบบการขับพิษของตับและไตจะทำงานได้ช้ากว่าคนทั่วไป หากได้รับสารพิษชนิดนี้เข้าไป ความเสี่ยงและความรุนแรงของอันตรายต่ออวัยวะภายในจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ผู้ดูแลจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
- "ผักอายุยืน" กำละไม่กี่บาท! ช่วยล้างลำไส้-บำรุงกระเพาะ-กระตุ้นภูมิ ยาดีที่ยังถูกมองข้าม
- หัวอกแม่สลาย! ลูกชาย ป.2 ปวดท้องหนัก ตรวจเจอ "มะเร็งลำไส้" เพราะกิน 2 เมนูนี้ตั้งแต่เด็ก
วิธีรับมือหากเผลอกินผักผลไม้รสขมผิดปกติ
- หยุดกินทันที: เลิกรับประทานอาหารชนิดนั้นทันที และเก็บส่วนที่เหลือไว้เพื่อนำไปให้แพทย์ตรวจวินิจฉัย
- สังเกตอาการอย่างใกล้ชิดใน 4–8 ชั่วโมง: สารพิษใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมงในการเมแทบอลิซึมในร่างกาย หากพ้น 24 ชั่วโมงแล้วไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลจนเกินไป
- ดื่มน้ำหรือนมปริมาณมาก: สำหรับผู้ที่มีอาการเล็กน้อย การดื่มน้ำอุ่นหรือนมวัวในปริมาณมากจะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญและเร่งการขับสารพิษออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ
- รีบไปพบแพทย์ทันที: หากเริ่มมีอาการพิษขั้นแรก เช่น อาเจียน เวียนศีรษะ หรือปวดศีรษะ ต้องรีบส่งโรงพยาบาลฉุกเฉินทันที เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ภาวะช็อก อวัยวะล้มเหลว หรือภาวะเกลือแร่ในร่างกายสูญเสียสมดุล
ข้อสรุปเตือนภัย: อย่ามองข้ามผักตระกูลแตงที่มี "รสขมผิดปกติ" เพราะความร้อนไม่สามารถทำลายพิษคิวเคอร์บิตาซินได้ หากชิมแล้วพบรสขมจัด ให้ทิ้งทันทีเพื่อความปลอดภัยของตับและร่างกาย

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
